(หมายเหตุ: คะแนนที่ให้กับความชอบส่วนตัวอาจจะสวนทางกัน เพราะให้คะแนนตามพัฒนาการทางดนตรี จึงไม่นำมาปะปนกับความชอบ)

ผมยังจำได้ถึงโฆษณา iPod + iTunes ปี 2551 ของ Apple ที่มีเพลงประกอบเป็นท่อนฮุคติดหูจาก Coldplay แม้ขณะนั้นจะยังไม่ใช่แฟนเดนตายของวงควอเต็ตกลุ่มนี้ แต่ผมก็ตกหลุมรักแทร็ค Viva la Vida อย่างถอนตัวไม่ขึ้น สองอัลบั้มแรกของวงจัดเป็นงานคลาสสิคไปแล้ว แม้ชุดที่สามจะแผ่วลงไปบ้าง แต่ก็ยังอยูในเกณฑ์มาตรฐาน ส่วนชุดนี้ต้องนับว่ามีความเป็น Coldplay น้อยที่สุด อดคิดไม่ได้ว่าถ้าลุง Brian Eno ไม่ยื่นมือเข้ามาโปรดิวซ์ให้แล้ว ทิศทางของอัลบั้มคงจะฉีกไปอีกแบบเป็นแน่แท้

นี่เป็นคอนเซปต์อัลบั้มชุดแรกของวงที่ทำออกมาได้ทะเยอทะยานที่สุด การทำเพลงเปี่ยมไปด้วยความกล้าได้กล้าเสีย แม้จะลักลั่นไปบ้าง แต่ก็หาได้สุดโต่งจนต้องปีนกะไดฟังไม่ ในแง่ของความเป็นออริจินอล อาจเทียบไม่ได้กับงานอย่าง OK Computer ก็จริง แต่ความสร้างสรรค์อย่างไม่หยุดยั้งและการไม่ยึดติดกับสูตรความสำเร็จเดิม ๆ ก็เพียงพอที่จะทำให้ Coldplay ทิ้งห่างจากวง post-britpop ในยุคเดียวกันได้แล้ว ทั้ง 10 แทร็คห่อหุ้มไว้ภายใต้คอนเซปต์ “Life and Death” ซึ่งมีเนื้อหาครอบคลุมถึงชีวิต ความตาย การเมือง ศาสนา และความรัก

จากปกอัลบั้ม เราจะเห็น Reference ถึงงานศิลปะสองชิ้นด้วยกันคือ
1. ภาพวาด “Liberty Leading the People” ของศิลปินชาวฝรั่งเศส เออแฌน เดอลาครัวซ์ (Eugène Delacroix) ที่ใช้เป็นปกอาร์ตเวิร์ค และ
2. ชื่อ “Viva la Vida” ซึ่งเป็นชื่อภาพวาดของฟรีดา คาห์โล (Frida Kahlo)

เหตุผลที่คริส มาร์ตินเลือกเอาชื่อภาพวาดของเธอมาใช้ เพราะได้รับแรงบันดาลใจมาจากความอาจหาญตรงไปตรงมาในงานของเธอ

935f5f8bc0d5ed0f3a302bf3c0c5c06e

แตงโมสีสันสดใสที่สลักคำโปรยสดุดีชีวิตไว้กลางภาพเปรียบเสมือนการเฉลิมฉลองให้กับชีวิต แม้จะประสบปัญหาและความโศกศัลย์ แต่ก็ยังควรค่าแก่การปลงอาลัยให้กับชีวิตที่ผ่านมา หากมองย้อนกลับไปถึงวาระสุดท้ายของชีวิตที่เธอต้องทนทุกข์กับความเจ็บป่วย การใส่ข้อความสลักว่า “Viva la Vida” เพื่อสดุดีให้กับชีวิตจึงนับเป็นการมองโลกในแง่ดีเฮือกสุดท้ายก่อนที่เธอจะจากไปโดยทิ้งอนุทินไว้ว่า “The exit is joyful, and I hope never to return.”

1. Life in Technicolor (★★★★)
แทร็คเปิดอัลบั้มที่ทางวงแต่งร่วมกับ Jon Hopkins ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโปรดิวเซอร์ที่มาช่วยผนึกกำลังกับไบรอัน อีโนในการสร้างสรรค์ซาวนด์ใหม่ ๆ ให้กับชุดนี้ เมโลดี้จังหวะเนิบนาบที่ลอยฟุ้งเป็นอินโทรเปิดนำ ตามด้วยเสียงเครื่องสายจากขิม “ซันตูร์” (Santoor) พร้อมการเคาะจังหวะสอดประสานในท่วงทำนองแบบบาโรกป็อป ฟังมาถึงตรงชักไม่แน่ใจแล้วว่านี่ใช่ Coldplay แน่หรือ จากนั้นก็มีเสียงกีตาร์บรรเลงขานรับ โดยค่อย ๆ ไต่ระดับไปสู่ความพีคในช่วงวินาทีสุดท้ายที่ผองเพื่อนในวงประโคมดนตรีใส่คนฟังอย่างบ้าคลั่ง พร้อมเสียงคอรัสที่ให้ความรู้สึกฮึกเหิมอยู่ในที ฟังทีแรก รู้สึกเหมือนวงตั้งใจจะบอกกับเราว่า จากนี้ไปทุกอย่างจะแตกต่างจากที่เคยฟังมาล่ะนะ

เนื้อร้องเดิมนั้นพูดถึงสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยให้ภาพของผู้คนที่ซ่อนตัวเงียบอยู่ในที่หลบภัย คอยเงี่ยหูฟังวิทยุรายงานสงครามสลับกับเสียงหวูดที่ดังแหวกอากาศ แต่หากตัดเนื้อร้องออก ผมกลับรู้สึกได้ถึงความหวังในชีวิต เหมือนผู้ลี้ภัยที่เริ่มเห็นแสงสว่างรำไรในความขมุกขมัวของเงามืด ชีวิต!!! หากมีลมหายใจ ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป!!! ส่วนตัวแล้ว แทร็คนี้ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง “Life Is Beautiful” (1997) อย่างไรชอบกล

*เกร็ดเล็กน้อย
อันที่จริงแล้ว นี่ไม่ใช่ความต้องการเดิมของวงที่จะให้แทร็คนี้มีแต่ดนตรีบรรเลงล้วน ๆ เนื่องจากเวอร์ชันแรกที่อัดเสร็จแล้วมีเนื้อร้องตามขนบของเพลงทั่วไป (เนื้อร้อง+ทำนอง) แต่หลังจากนำแทร็คทั้งหมดมาเรียงร้อยกันเป็นอัลบั้ม วงกลับพบว่าเวอร์ชันนี้ทำให้ภาพรวมของอัลบั้มไม่เป็นเอกภาพ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ฟังดูดีทีเดียว ถ้าผมไม่เผลอไปเห็นบทสัมภาษณ์ของนักร้องนำกับ MTV ซะก่อน คริส มาร์ตินอธิบายสาเหตุที่แทร็คนี้มีแต่ดนตรีบรรเลงว่า
1) อยากให้มีเพลงที่เอาไว้ใช้เป็นริงโทนดี ๆ บ้าง เราก็เลยตัดเนื้อร้องออก
2) ไม่อยากให้มีแต่เนื้อร้องทั้งอัลบั้ม นี่ก็อัลบั้มที่สี่แล้ว คนฟังก็น่าจะเอียนเสียงนักร้องบ้างล่ะ คุณว่าไหม (เหตุผลอะไรของแกวะ ตาคริส)

สรุปคือ ก็เขาอยากตัดอ่ะนะ

2. Cemeteries of London (★★★★★)
กาย เบอร์รี่แมน มือเบสสุดหล่อของวงเล่าถึงความรู้สึกที่มีต่อ Cemeteries Of London กับ Entertainment Weekly ว่า “ตอนที่นึกถึงเพลงนี้ในหัว ผมเห็นภาพของลอนดอนในปี 1850, บรรยากาศที่ชื้นไปด้วยฝน และเหล่าสุภาพบุรุษในหมวกทรงสูง”

จากแทร็คแรกที่ทำให้เรารู้สึกถึงความหวังของการมีชีวิต แทนที่จะสานต่ออารมณ์ดังกล่าว แทร็คนี้ก็หักมุมหัวทิ่มด้วยการถีบคนฟังไปสู่วังวนแห่งความอึมครึมด้วยโทนที่จัดว่าดาร์กที่สุดที่วงเคยทำ สิ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวตอนฟัง คือ ภาพของยุโรปยุคกลาง การล่าแม่มด และบ้านผีสิง นอกจากนี้ เมโลดี้ทำนองหลอกหลอนที่ให้บรรยากาศของความไม่น่าไว้วางใจ เสียงที่คริสจงใจร้องในโทนต่ำ บวกการลีดกีตาร์ของจอห์นนี่ที่กระชากอารมณ์อยู่เป็นพัก ๆ และการปรบมือเป็นจังหวะฟลาเมงโก (Flamenco) แบบสเปน ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นราวกับวิ่งหนีผีในหนังเรื่องบ้านผีปอบยังไงยังงั้น

coldplay_cemeteries_of_london___alternate_cover_by_christobellemartine-d8j84ia

We’d go underneath the arches where the witches are in there saying, There are ghost towns in the ocean… เนื้อเพลงออกแนวนิทานพื้นบ้านที่พูดถึงภูตผีปีศาจที่สิงสถิตอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งตรงนี้ คริสเคยบอกกับ The Sun ว่าแทร็คนี้เกี่ยวข้องกับการจับแม่มดหรือคนที่ถูกสงสัยว่าเป็นแม่มดไปถ่วงน้ำ อันเป็นวิธีการทดสอบแม่มดและพ่อมดในยุคกลางที่โด่งดัง มีผู้ได้รับเคราะห์หรือถูกทรมานจากการกล่าวหาเช่นนี้จำนวนมาก ทำให้อดนำมาเปรียบเทียบกับบ้านเมืองเราในยุคปัจจุบันไม่ได้ เพราะประเด็นหลัก ๆ ของเพลงนี้อาจเป็น “การถูกกล่าวหาในสิ่งที่ตนมิได้กระทำ / การถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นในสิ่งที่ตนมิได้เป็น”

I see God come in my garden, but I don’t know what he said,
For my heart, it wasn’t open…

ผมชอบท่อนนี้เป็นการส่วนตัว ถ้าฟังโดยเชื่อมโยงกับบริบททางศาสนา จะนึกถึงภาพของพระอานนท์ที่ไม่เข้าใจพระดำรัสของพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งที่พระองค์ตรัสบอกว่า “อานนท์ เพราะอบรมอิทธิบาทสี่มาอย่างดีแล้ว ทำจนแจ่มแจ้งแล้วอย่างเรานี้ ถ้าปรารถนาจะมีชีวิตอยู่ถึงหนึ่งกัปป์ (หนึ่งร้อยยี่สิบปี) ก็สามารถจะมีชีวิตอยู่ได้” (ความนัย คือ พระพุทธองค์ประสงค์จะปลงพระชนมายุสังขาร หากพระอานนท์ต้องการให้พระองค์อยู่ต่อ ก็จงอาราธนาให้อยู่ต่อเสีย แต่ตอนนั้นพระอานนท์ถูกความวิตกกังวลและความโศกเศร้าบดบังปัญญา จึงมองไม่เห็นความนัยนี้) หรือนักบุญปีเตอร์ที่ค้านดำรัสของพระเยซู ตอนที่พระองค์บอกว่า ท่านจะปฏิเสธเราถึงสามครั้ง

สำหรับผมแล้ว “God” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง พระเจ้า เพียงอย่างเดียว แต่อาจหมายถึง คุรุ พุทธะ หรือนักปราชญ์ก็ได้ เหมือนกับว่าบางครั้งเราได้รับคำแนะนำจากผู้รู้ แต่เรากลับไม่เข้าใจความนัยของถ้อยคำนั้นอย่างถ่องแท้ ซึ่งอาจเป็นเพราะตอนนั้นเรายังโง่เขลาหรือมืดบอดจากอวิชชาหรืออารมณ์ความรู้สึกบางอย่าง

3. Lost! (★★★★)

Just because I’m losing, Doesn’t mean I’m lost
ถึงจะเพลี่ยงพล้ำ แต่ไม่พ่ายแพ้

ประโยคด้านบนมีที่มาจากตอนที่วงอยู่ในช่วงหดหู่หลังจากจบทัวร์คอนเสิร์ตอัลบั้มที่แล้ว คริสรู้สึกว่าประโยคนี้มันโดน และเริ่มแต่งต่อยอดจากท่อนนั้นจนกลายมาเป็นแทร็คนี้ อินโทรเกริ่นนำด้วยเมโลดี้ที่เพิ่มความโดดเด่นด้วยริฟฟ์ออร์แกน ประสานกับกรูฟของกลองที่ช่วยเสริมความหนักเบาและสัดส่วนอารมณ์ของเพลงได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ เสียงปรบมือคลอเป็นจังหวะก็ช่วยแต่งแต้มเมโลดี้ให้มีสีสันยิ่งขึ้นไปอีก แต่กระนั้น พระเอกตัวจริงของแทร็คนี้กลับเป็นท่อนโซโล่กีตาร์ช่วงกลางเพลงที่เร่งเร้าอารมณ์ให้รู้สึกคึกคัก กระปรี้ประเปร่า ทำให้นี่เป็นหนึ่งในเพลงที่ดีที่สุดของ Coldplay เลยทีเดียว

เนื้อเพลงพูดถึงความสูญเสีย ความพ่ายแพ้ และความสิ้นหวังด้วยโทนที่สดใสราวกับจะปลงตกกับตัวเองว่าชีวิตมันก็แค่นี้ จังหวะที่คึกคักทำให้รู้สึกถึงความหวังอยู่กลาย ๆ อันเป็นลักษณะเด่นอย่างหนึ่งที่มักพบเห็นในงานเพลงยุคหลัง ๆ ของ Coldplay พวกเขาชอบที่จะเล่าเรื่องเศร้าด้วยโทนสุข บรรเทาเรื่องราวที่เลวร้ายด้วยการมองโลกในแง่ดี เนื้อร้องสามารถตีความได้กว้างมากจนรู้สึกว่ามันเอาไปเชื่อมโยงกับอะไรก็ได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้กับกระแสสังคมภายนอกหรือการต่อต้านความกดดันภายใน

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ Coldplay ปล่อยออกมาอีกเวอร์ชันหนึ่งคือ “Lost+” ที่ฟีเจอร์ริ่งกับ Jay-z ผมก็สะดุดกับท่อนแร็พที่ว่า “If you succeed, prepare to be crucified” ซึ่งก่อนหน้าท่อนนี้ เขาได้เอ่ยถึงชื่อบุคคลสำคัญจำนวนหนึ่งที่ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์บางอย่างแล้วพบกับจุดจบที่ไม่ดี (ถูกสังหาร) เช่น มาร์ติน ลูเธอร์ คิง (Martin Luther King Jr), มัลคอล์ม เอ็กซ์ (Malcolm X), ซีซาร์ (Caesar) หรือแม้กระทั่งพระเยซู (Jesus) แล้วประโยคหนึ่งก็ดังปึ่งเข้ามาในหัว “จงทําดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน” ซึ่งท่อนแร็พทั้งท่อนนั้นทำให้ตัวเพลงเชื่อมโยงกับการเมืองทันที เราปฏิเสธไม่ได้ว่าสังคมมีส่วนหล่อหลอมและสร้างบุคคลเหล่านี้ขึ้นมา เพราะหากสังคมไม่เหลื่อมล้ำหรือเลวร้าย พวกเขาคงไม่ลุกขึ้นยืนหยัดเพื่ออนาคตที่ดีกว่า และแม้พวกเขาจะถูกปลิดชีพก่อนที่จะพบกับความสำเร็จ แต่นั่นก็เป็นเพียงความเพลียงพล้ำ หาใช่ความพ่ายแพ้ เพราะคนสิ้น แต่อุดมการณ์ยัง และมันได้ถูกส่งไม้ต่อไปยังคนรุ่นหลังที่จะมาสานต่อให้ลุล่วง

*เกร็ดเล็กน้อย
เพลงนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตอนที่วงฟังแทร็ค “Sing” อัลบั้ม Leisure (1991) ของ Blur

ซึ่งหากฟังดี ๆ จะพบว่าท่อนอินโทรของทั้งสองเพลงมีความคล้ายคลึงกันพอสมควร และนั่นก็นำมาซึ่งคำอธิบายถึงวิธีการแต่งเพลงของวงที่คริส มาร์ตินเปิดเผยว่า บ่อยครั้งที่พวกเราฟังเพลงอะไรสักอย่างแล้วรู้สึกว่า เพลงนี้เจ๋งว่ะ ทำไมเราถึงไม่มีเพลงแบบนี้บ้าง เราอาศัยแรงบันดาลใจจากจุดนี้นี่แหละเขียนเพลงขึ้นมา

4. 42 (★★★★)
ชื่อเพลงมีการตีความอย่างกว้างขวาง บ้างก็คิดว่ามันเกี่ยวโยงกับ The Hitchhiker’s Guide to the Galaxy ซีรีส์ไซไฟเก่าเก็บของ Douglas Adams เพราะในเรื่อง เลข 42 คือคำตอบที่ไขปริศนาของจักรวาล บ้างก็เชื่อว่าเพลงกำลังพูดถึงวิกฤตวัยกลางคน (Midlife Crisis) โดยระบุอายุไว้ที่ 42 แต่โชคดีที่เราไม่ต้องตีความมากไปกว่านั้น เพราะคริสเฉลยให้เสร็จสรรพว่าที่ตั้งชื่อแบบนี้เพราะมันเป็นเลขโปรดของเขาและยังเป็นเลขโปรดของวิล มือกลองสุดเก๋าอีกด้วย

โครงสร้างของเพลงแบ่งออกเป็นสามพาร์ทด้วยกัน ส่วนแรกคือบัลลาดที่กรุ่นไปด้วยเสียงเพียโนและเครื่องสาย เมโลดี้ที่วางตัวไว้อย่างเชื่องช้า รองรับท่อน Verse ที่คริสครวญคำนึงกับตัวเอง ซึ่งเป็นโหมโรงไปสู่ส่วนที่สองเมื่อแสงสปอตไลท์จงใจสาดส่องไปที่กีตาร์โซโล่ ท่อนนี้ได้ปรับบีทให้เป็นจังหวะที่โครมคราม อึกทึก ก่อนที่จะเฟดตัวเองไปสู่ส่วนที่สาม ซึ่งเราจะได้ยินเสียงเพียโนหวนกลับคืนมาอีกครั้งเพื่อปิดฉากเอาท์โทรของเพลง จังหวะการเดินเพลงแบบนี้ทำให้นึกถึง Paranoid Android ของ Radiohead อย่างเสียไม่ได้ และทางวงก็ยอมรับว่าแทร็คนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเพลงของวงหัววิทยุนี่เอง

Those who are dead are not dead
They’re just living in my head

ดูเหมือนว่าความตายจะเป็นคอนเซปส์หลักของแทร็คนี้อย่างเห็นได้ชัดเจน เพราะมันพูดถึงคนที่จากไปและความทรงจำที่เกี่ยวข้อง คริสให้สัมภาษณ์กับ MTV ว่าแทร็คนี้พูดถึงคนรู้จักเก่า ๆ ซึ่งจากเราไป แล้วก็มีคนใหม่ ๆ เข้ามา (คริสมีลูก) ความตายและชีวิตผุดโผล่เข้ามาให้เราเห็นเร็วมาก…

ฟังไปก็รู้สึกว่า ชีวิตอาจเปรียบได้กับบ่อน้ำ มีการถ่ายน้ำเก่าออก แล้วผันน้ำใหม่เข้ามาตามแต่ละช่วงเวลา และจะเป็นเช่นนี้เรื่อยไป

คนตายในโลกอาจแบ่งออกได้สองประเภทด้วยกัน คือ ตายเฉพาะมิติทางกายภาพ และตายไปจากจิตใจ ประเภทแรกคือกลไกธรรมชาติที่เราเข้าไปแทรกแซงไม่ได้ แต่เราเลือกได้ที่จะให้คนตายสูญสลายหายไปหรือเก็บไว้เป็นอนุสรณ์แห่งจิตวิญญาณ คนตายจึงคงสถานะคนเป็นในมโนสำนึกของเราได้ (You thought you might be a ghost, You didn’t get to heaven but you made it close คุณไม่ได้หายไปหรือสถิตบนสวงสวรรค์ชั้นไหน แต่อยู่ในใจฉันนี่แหละ) ส่วนคนที่ตายไปจากใจ คือสิ่งที่เราเลือกให้เป็นเช่นนั้น พวกเขาไม่จำเป็นต้องลาลับไปจากโลกก็ได้ แต่เราเลือกที่จะลืมและเลือนเขาไว้ในสุสานแห่งความทรงจำ

5. Lovers in Japan / Reign of Love (hidden track) (★★★★)
ซิงเกิลโปรโมทอัลบั้มตัวที่สามที่ฟังครั้งแรกรู้สึกไม่ประทับใจเอาเสียเลย ซาวนด์รกรุงรังชอบกล บวกกับเสียงร้องที่แทบจะโดนกลบไว้ในม่านหมอกแห่งเมโลดี้ที่หนาทึบจนฟังไม่ค่อยออกว่าร้องอะไรอยู่ แต่พอฟังหลาย ๆ รอบ ผมกลับติดใจเสียง “แทคเพียโน” (Tack Piano) ที่เกริ่นนำเป็นอารัมภบทและละเลงรายล้อมระหว่างทาง ตบท้ายด้วยการระรัวต่อไปจนจบ เสียงกีตาร์ที่สะท้อนกังวานกลมกลืนไปกับเสียงคอรัสที่ทะยานพวยพุ่งไปสู่ความหฤหรรษ์ที่ให้บรรยากาศแสนโรแมนติกภายใต้แสงอาทิตย์แห่งโอซาก้า

คริสให้สัมภาษณ์กับ Entertainment Weekly ด้วยความฉงนใจว่า “ทำไมถึงไม่มีใครคิดว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่โรแมนติกบ้างล่ะ เวลาพูดถึงญี่ปุ่นเรามักนึกถึงแบรนด์ฮิตาชิและป้ายนีออน แต่ทุกครั้งที่อยู่ที่นั่น พวกเราพิศวงในความงดงามของบรรยากาศยามอาทิตย์ขึ้นอยู่เสมอ มันดูเซ็กซี่มาก” ซึ่งนี่น่าจะเป็นเหตุผลที่คริสเชื่อมโยงประเทศญี่ปุ่นกับความรักดังชื่อเพลง

coldplay_lovers_in_japan_by_thomnewyorke-d46x2rs

แม้จะมีการตีความเนื้อร้องในหลากหลายแง่มุม แต่ผมก็ชอบที่จะคิดว่าบทเพลงอาจพูดถึงพวกรักร่วมเพศก็เป็นได้ ซึ่งแม้ในปัจจุบันจะเป็นที่ยอมรับในหลายประเทศ แต่ก็ยังไม่เป็นสากลทั่วทั้งโลก

Lovers, keep on the road you’re on
Runners, until the race is run
Soldiers, you’ve got to soldier on
Sometimes even right is wrong

Verse ท่อนแรกที่บอกให้เรายืนหยัดในสิ่งที่เราเป็น แม้ว่าบางครั้งวิถีของเราอาจถูกปฏิเสธหรือถูกบิดเบือนให้กลายเป็นเรื่องผิดธรรมชาติก็ตาม

They are turning my head out
To see what I’m all about
Keeping my head down
To see what it feels like now
But I have no doubt
One day, we are gonna get out

ท่อนนี้ยิ่งเห็นได้ชัด เพศสภาพเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดและควบคุมโดยสังคม (They are turning my head out, Keeping my head down) ซึ่งถือเป็นสิ่งที่สังคมสร้างขึ้น ตรงกันข้ามกับเพศวิถี (Sexuality) ที่ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ในกรอบที่สังคมกำหนดขึ้นหรือในมิติของการกระทำเพียงอย่างเดียว หากเรามีเพศวิถีที่ไม่ตรงตามเพศสภาพ ก็ยากที่พ้นจากการตัดสินของสังคมได้ แต่สองท่อนสุดท้ายก็ยังอุตสาห์ให้กำลังใจด้วยการบอกว่าต้องมีสักวันที่เป็นของเรา (But I have no doubt, One day, we are gonna get out)

*เกร็ดเล็กน้อย
ทำไมเพลงนี้ถึงต้องยัดเข้ามาถึงสองแทร็ค?
คริส มาร์ตินให้เหตุผลไว้ว่า อยากมีชื่อเพลงที่เป็นแบบ Two-in-one ประมาณว่าซื้อหนึ่งแถมสองบ้าง (แหม เหตุผลแกดูเป็นการตลาดจัง) และการคั่นชื่อเพลงด้วยเครื่องหมายทับ (Slash) นั้นเขาได้ไอเดียมาจากอัลบั้มสุดท้ายของจัสติน ทิมเบอร์เลค (The 20/20 Experience – 2 of 2)

6. Yes (★★★)
ไบรอัน อีโนพยายามสร้างความแปลกใหม่ให้กับแทร็คนี้โดยแนะนำให้คริส มาร์ตินลองเปลี่ยนเอกลักษณ์เสียง (Vocal Identity) ด้วยการร้องในโทนที่ต่ำที่สุด ซึ่งผลของมันก็ออกมาเป็นที่น่าพอใจ แต่ผมกลับรู้สึกว่าเมโลดี้จากไวโอลินให้ความรู้สึกที่ลึกลับและยวนใจอย่างไรชอบกล ฟังแล้วเห็นภาพหญิงสาวชุดดำร่ายรำอวดองค์เอวผ่านผ้าม่านโปร่งบาง พออ่านบทสัมภาษณ์ก็ถึงกับบางอ้อ เพลงนี้พูดถึงรักต้องห้ามและการยั่วยุอารมณ์ทางเพศนี่เอง

ช่วงท้าย ๆ เราจะได้ยินสิ่งที่คริสเรียกว่า “มูลค่าเพิ่ม” (we tried to add a bit of value…) นั่นคือแทร็คซ่อน “Chinese Sleep Chant” ที่วงแต่งล้อเลียนเพลงแนว “Shoegaze” ซึ่งเต็มไปด้วยเอฟเฟกต์กีตาร์ ท่วงทำนองที่ล่องลอยชวนฝัน และเสียงร้องที่แทบจะกลืนหายไปกับเมโลดี้ ทั้งหมดนี้ถูกถักทออยู่ในสำเนียงอึกทึก เนื้อร้องตลกดี มีคำว่า “Sleep” ทุกบรรทัด ราวกับนักร้องละเมองัวเงียออกมาเป็นเพลงซะอย่างนั้น

7. Viva la Vida (★★★★★)
โคตรเพลงที่เปิดศักราชใหม่ให้กับ Coldplay อย่างแท้จริงหลังจากที่ทางวงเริ่มอิ่มตัวกับไตรภาคอัลบั้มก่อนหน้า ผมรู้จักวงนี้เป็นครั้งแรกจากผลงานชุดที่สาม (X&Y) แต่มาปวารณาตัวเป็นแฟนจริง ๆ ก็หลังจากที่ได้ฟังเพลงนี้นี่แหละ (ฟังใหม่ ๆ น้ำหูน้ำตาแทบไหล) ส่วนตัวแล้วคิดว่าความแกรนด์ของ Viva la Vida สามารถเคียงบ่าเคียงไหล่กับ Bittersweet Symphony (อีกเพลงที่ชอบมาก) ของ The Verve ได้เลย

coldplay___viva_la_vida_by_syntesys-d3e40ve

เมื่อตอนที่เพลงนี้ดังเปรี้ยงปร้างสุดขีด วงได้ถูกกล่าวหาว่าไปลอกผลงานคนอื่นมา แต่สุดท้ายเรื่องก็จบลงด้วยดี ซึ่งตรงนี้ผมขอละไว้ที่จะไม่ลงรายละเอียดก็แล้วกัน เพราะเกรงว่าจะยาวเกินไป ขอแนะนำให้อ่านบล็อกของคุณ Lucy in the sky with diamonds (http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=tinkerbell&date=10-12-2008&group=9&gblog=14) เพราะคุณเธอเล่าได้ละเอียดถึงลูกถึงคนดี

แทร็คนี้ได้ช่วยปูทางให้ Coldplay ก้าวเข้าสู่อาณาจักรแห่งเครื่องสายอย่างเต็มภาคภูมิ เพลงสวดที่มี Reference ถึงประวัติศาสตร์และศาสนาเข้ากันได้ดีกับกลองทิมปานีและระฆังโบสถ์ คอรัส “Oh, oh, oh, oh, oh, oh” คลอตลบอบอวลไปทั่วทั้งแทร็คสร้างความอึกหึมให้คนฟังดีนักแล

For some reason I can’t explain
I know Saint Peter won’t call my name
Never an honest word
But that was when I ruled the world

เนื้อเพลงส่วนใหญ่คล้ายดั่งจะเล่าผ่านมุมมองของราชาผู้เคยทรงอำนาจ มีทุกสิ่งอย่างเพียบพร้อม แต่แล้ววันหนึ่งก็พบว่าอำนาจที่เคยมีกลับกลายเป็นไม่มีเสียแล้ว ฟังไปก็รู้สึกปลงนิด ๆ เพราะเมโลดี้และเนื้อเพลงไม่ได้แฝงความเกรี้ยวกราดหรือความโกรธแค้นแต่อย่างใด ออกจะเป็นมุมมองที่เข้าใจโลกเสียด้วยซ้ำ

8. Violet Hill (★★★★)

When the future’s architectured
By a carnival of idiots on show
You’d better lie low

ซิงเกิลแรกที่ทางวงปล่อยให้ดาวน์โหลดไปฟังฟรีเป็นอาทิตย์ใน coldplay.com จนถึงกับทำให้เว็บล่มไปพักนึง เนื่องจากมีผู้เข้าไปโหลดอย่างล้นหลาม (ยอดดาวน์โหลดกว่าสองล้านครั้ง)

คริสเล่าว่าเขาแต่งเพลงนี้โดยตั้งใจจะให้เป็นเพลงประท้วงต่อต้านสงคราม (Protest song) ท่อนอินโทรเปิดฉากด้วยเสียงเมโลดี้สังเคราะห์ที่ให้บรรยากาศเย็นเยียบยะเยือก สอดคล้องกับท่อนเปิดนำ “It was a long and dark December / From the rooftops I remember / There was snow, white snow” เนื้อร้องพรรณนาให้เห็นถึงภาพของทหารที่ถูกผลักไสเข้าสู่สงครามและสังเวยชีวิตของตนบนกระดานแห่งอำนาจของผู้นำเพียงไม่กี่คน เสียงกลองที่ดังระรัวเป็นจังหวะ พอถึงจุดไคลแมกซ์ ท่อนโซโล่กีตาร์ก็กระแทกกระทั้นให้หัวใจสั่นไหว และประโยคที่ว่า “If you love me, won’t you let me know?” ให้ความรู้สึกตัดพ้อยังไงไม่รู้ เพลงนี้เหมือนเป็นภาคต้นของ Viva la vida ที่เมื่อรบแพ้ พระราชาก็ถึงคราวต้องลงจากอำนาจ

เอ็มวีที่ทำออกมามีสองเวอร์ชันด้วยกัน คือ เวอร์ชันที่ทำออกมาโปรโมท และเวอร์ชันที่นำฟุตเตจนักการเมืองเต้นรำมาตัดต่อเป็นวิดีโอ ซึ่งดูแล้ว รู้สึกว่าเข้ากับอารมณ์ของเพลงมาก ยิ่งช่วงท้ายเอ็มวีทำให้รู้สึกขนลุกชอบกล

9. Strawberry Swing (★★★★)
แทร็คนี้ได้รับอิทธิพลมาจากดนตรีแนว “Afro-pop” ซึ่งคริสเล่าที่มาของการนำดนตรีแนวนี้มาใช้ใน Rolling Stone ว่า “แม่ผมมาจากซิมบับเว ผมเองก็เคยอยู่ที่นั่นหลายครั้ง และเคยทำงานในสตูดิโอที่มีวงเล่นดนตรีแนวนี้” ซินธ์ที่ฟุ้งไปด้วยซาวนด์กีต้าร์แบบ Psychedelic ให้จังหวะและเมโลดี้ที่ผ่อนคลาย เนื้อเพลงอาจพูดถึงความทรงจำ หรือความรู้สึกโหยหาอดีต “Strawberry” อาจหมายถึงประสบการณ์เก่า ๆ ที่ชวนให้ถวิลหา ดุจดั่งรสหวานของสตรอเบอร์รี่ อดีตมักทำให้เราตื้นตันใจอยู่เสมอ ไม่ว่าเรื่องราวครั้งนั้นจะสุขชื่นหรือขื่นขมก็ตาม

We were walking up to strawberry swing
I can’t wait until the morning
Wouldn’t wanna change a thing

ไม่ว่าใครก็ต้องเคยมีกิจกรรมวัยเด็กที่พอนึกถึงทีไร ก็รู้สึกเต็มตื้นไปซะทุกที บางครั้งเราก็อยากให้เวลาในตอนนั้นมันหยุดนิ่งไปเลย ไม่อยากให้มีอะไรเปลี่ยนแปลง ส่วนตัวแล้วเพลงนี้ค่อนข้างจะปลุกความเป็นเด็กในตัวและให้อารมณ์ Nostalgia มาก ๆ ถือเป็นหนึ่งในแทร็คที่ฟังบ่อยที่สุดในชุดนี้

*เกร็ดเล็กน้อย
เสียงปรบมือตอนเริ่มแทร็คนั้นมาจากโปรดิวเซอร์ไบรอัน อีโน และคริสบอกว่า ถ้าฟังดี ๆ จะได้ยินเสียงเขาบ่นเกี่ยวกับเทมโปในช่วงเริ่มเพลงด้วย

….

10. Death and All His Friends (★★★★)
แทร็คสุดท้ายที่เปรียบเสมือนคำจำกัดความของงานชุดนี้ คริสบอกกับ MTV ว่า “แทร็คนี้ถือเป็นธีมหลักของอัลบั้มเลยทีเดียว พวกเราตระหนักถึงเรื่องราวแย่ ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ดั่งชื่อเพลง ความตายและผองเพื่อน (Death and all his friends) แต่คุณเลือกได้ที่จะไม่ยอมจำนนต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ดังนั้น เราก็เลยร่วมกันเปล่งเสียงร้องออกมาดัง ๆ เพื่อเป็นการสื่อสารกับตัวเองว่า อย่ายอมแพ้ อย่าใส่ใจกับเรื่องแย่ ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตมากจนเกินไป” ดังจะเห็นได้จากท่อนหนึ่งในเนื้อร้อง (So come over, just be patient, and don’t worry.) เนื้อเพลงพยายามเข้าไปสำรวจความจริงของชีวิตในบางแง่มุม และในขณะเดียวกันก็แอบแฝงการหลีกหนีและปฏิเสธความจริงอีกด้านอยู่เงียบ ๆ

ace509de28d34645ab2e60fe8cfed67a

นี่เป็นแทร็คปิดอัลบั้มที่ทำออกมาได้ละเมียดละไม เพียโนที่บรรจงพรมอย่างงามงดไปสู่ความอึกทึกแห่งชีวิตและความตาย ปิดท้ายด้วยแทร็คซ่อน “The Escapist” ที่บอกว่าท้ายที่สุดแล้ว การหลีกหนีความจริงในชีวิตอาจเป็นเพียงความฝันที่ล่องลอย แต่ในบางช่วงขณะ การหลบไปเลียแผลใจในวิมานแห่งความฝันก็ถือเป็นการเยียวยาอย่างหนึ่งได้เหมือนกัน

สรุป: ตามความเห็นส่วนตัวแล้ว “Viva la Vida or Death and All His Friends” เป็นอีกอัลบั้มหนึ่งที่เป็นมาสเตอร์พีซของวง ถัดจาก “A Rush of Blood to the Head” เลยทีเดียว

คะแนนทั้งอัลบั้ม: 4/5

รีวิวโดย: Mr.Blue


*เว็บไซต์อ้างอิง

https://en.wikipedia.org/wiki/Viva_la_Vida_or_Death_and_All_His_Friends

http://christobellemartine.deviantart.com/art/Coldplay-Cemeteries-of-London-Alternate-Cover-516021202

http://soundstar.deviantart.com/art/For-the-Lovers-in-Japan-87985237

Advertisements