(รีวิวนี้มีการสปอลย์เนื้อเรื่องอย่างหนัก หากยังไม่ได้ดู ขอแนะนำให้ดูก่อน เราเตือนคุณแล้ว)

การได้เห็นวูฟเวอร์รีน (Hugh Jackman) และโปรเฟสเซอร์ เอ็กซ์ หรือชาร์ลส์ เซเวียร์ (Patrick Stewart) ในยุคแห่งความรุ่งโรจน์และความตกต่ำดูจะเป็นอะไรที่น่าสะเทือนใจไม่น้อยสำหรับแฟนานุแฟนของหนังตระกูลนี้ แม้หนัง spin-off ภาคแรก (X-Men Origins: Wolverine, 2009) ฉบับของ Gavin Hood จะเริ่มจากความน่าผิดหวังอยู่บ้าง แต่มันก็เริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นเมื่ออยู่ในมือของ James Mangold แต่ก็ต้องยอมรับว่าหลังจากดูภาคสอง (The Wolverine, 2013) จบ เราก็ยังไม่ไว้วางใจในฝีมือของ Mangold อยู่ดี จนกระทั่งกระแสคำวิจารณ์แสดงความชื่มชมต่อ Logan ที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสายจนถึงตอนนี้ คะแนน 94% ของ Rotten Tomatoes คงการันตีความคุ้มค่าต่อเงินในกระเป๋าได้เป็นอย่างดี เพราะมีหนังซุปเปอร์ฮีโร่น้อยเรื่องที่จะได้คะแนนสูงขนาดนี้

หนังให้ภาพของวูฟเวอร์รีนในคราบชายชราที่แทบไม่เหลือซากของความน่าเกรงขามให้ศัตรูยำเกรง โลแกนยังคงสลัดเงาความเป็นวูฟเวอร์รีนไม่หลุดง่าย ๆ เรายังจะได้เห็นความบ้าคลั่งดุร้ายราวสัตว์ป่า เสียงขู่คำรามแฝงความเจ็บปวดที่แสนโดดเดี่ยว กรงเล็บของหมาแก่ยังคงเป็นอะไรที่ไม่อาจดูแคลนได้ หนังกระหน่ำภาพของความโหด ดิบ เถื่อน และเลือดสาดกระจายให้เราเห็นตั้งแต่ต้น เป็นการหยั่งเชิงกับคนดูว่านี่แหละโทนหนังของกูล่ะ ความรู้สึกลึก ๆ ที่เราสัมผัสได้จากตัวโลแกนคือ ความสิ้นหวังและความต้องการหลีกหนีจากเงาของตัวเอง

ความสิ้นหวังก่อเกิดความหวัง

Charles Xavier: Logan, what did you do?
Logan: The world is not the same as it was, Charles. Mutants… they’re gone now.

ประโยคข้างต้นบ่งบอกถึงความสิ้นหวังของโทนเรื่องได้เป็นอย่างดี Logan เซ็ตโลกเอ็กซ์เมนในปี 2029 ให้เป็นโลกที่มิวแทนท์มีลักษณะไม่ต่างอะไรกับสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งความแตกต่างระหว่างสัตว์ใกล้สูญพันธุ์กับมิวแทนท์คือ สัตว์ใกล้สูญพันธุ์คือสายพันธุ์ที่มนุษย์ต้องการอนุรักษ์ไว้ แต่มิวแทนท์กลับเป็นเพียงอาวุธชีวภาพที่ผู้มีอำนาจต้องการควบคุมให้อยู่ในปริมาณที่จำกัด ดังนั้น ธีมทั้งเรื่องจึงพัวพันอยู่กับการหลบหนีและการไล่ล่าเป็นระยะ ๆ โลแกนกลายเป็นชายผู้ไม่หลงเหลือความหวังใด ๆ ในชีวิต เป้าหมายดูริบหรี่ราวกับสายฟ้าที่แลบแล้วจางหาย ส่วนชาร์ลส์ ผู้มีพลังจิตกล้าแกร่งที่สุดในโลก กลับกลายเป็นตาแก่ความจำเลอะเลือน อาศัยยาระงับประสาทและยากดพลังไปวัน ๆ บรรยากาศแห่งความโดดเดี่ยวโอบล้อมมิวแทนท์ชราทั้งสองเข้าไว้ด้วยกันประดุจเงามืดห่อคลุมสัตว์ร้ายจนกระทั่งการมาของลอร่าหรือ X-23 (Dafne Keen) ที่เป็นดั่งแสงแรกแห่งความหวังในรอบหลายปี ลอร่าคือ conflict ของหนังทั้งเรื่องอย่างไม่ต้องสงสัย หลังจากนี้ โลแกนและชาร์ลส์จะได้พบกับความเปลี่ยนแปลงในชีวิตขึ้นเรื่อย ๆ

ภาพสะท้อนเงาตัวเองจากผู้อื่น
สำหรับโลแกน ลอร่าคือเงาในอดีตที่ตัวเองเคยเป็น ตัวตนที่โลแกนพยายามหลบหนีทั้งชีวิตกลับมาปรากฏให้เห็นตรงหน้า ความเกรี้ยวกราด ความดุร้าย และความดิบเถื่อนที่ยังไม่ผ่านการขัดเกลาของลอร่าไม่ต่างอะไรกับตัวโลแกนก่อนที่จะได้เข้าโรงเรียนเอ็กซ์เมน

z

ชาร์ลส์ถึงกับเอ่ยปากว่า “She’s like you… she’s very much like you.” ซึ่งโลแกนรู้ดีว่าการที่เด็กเหมือนกับตัวเองมากเกินไป สุดท้ายก็จะลงเอยและมีจุดจบไม่ต่างอะไรกับเขา การพยายามชี้แนะให้ลอร่าหลุดพ้นจากวังวงแห่งการฆ่าฟันจึงเป็นเสมือนโอกาสที่สองที่มอบให้โลแกนใช้แก้ไขปมจากความผิดพลาดในอดีตของตนเอง

การหลบหนีและการเผชิญหน้า
ในเรื่อง เราจะเห็นว่าโลแกนพยายามปฏิเสธความสัมพันธ์ระหว่างเขากับลอร่าไว้อย่างชัดเจน อย่างน้อยก็จากการกระทำภายนอก แต่การแสดงที่โดดเด่นของฮิวจ์ แจ็คแมนทำให้เราสัมผัสได้ว่า ลึก ๆ ในใจแล้ว ลอร่าคือบ่วงที่เขาไม่อาจสลัดได้ และอีกสิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ เขามักพยายามปฏิเสธตัวตนของตัวเองอยู่เสมอ การพร่ำบอกกับคนอื่นว่าเขาไม่ใช่คนที่เขาเคยเป็นอีกแล้ว หรือไม่ใช่คนดีอย่างที่ใครเคยคิดนั้น แท้จริงแล้วอาจเป็นการตอกย้ำกับตัวเองว่าเขาไม่สมควรได้รับการยอมรับจากผู้อื่น

14733333_282860772116345_4614863834664927232_n

แต่กระนั้นหนังมักหยิบยื่นทางเลือกสองทางให้โลแกนเลือกอยู่เสมอ เขาเลือกได้ว่าจะเข้าไปยุ่งหรือเพิกเฉย ช่วยเหลือหรือปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม ซึ่งผลจากการเลือกนี้จะทำให้ผู้ชมรับรู้ด้วยตนเองว่าแท้จริงแล้วโลแกนเป็นคนเช่นไร ในองก์สุดท้าย หนังก็ได้วางโลแกนไว้บนทางสองแพร่งอีกครั้ง ต่างกันตรงที่ครั้งนี้เมื่อเลือกไปแล้วจะไม่มีวันหวนกลับคืนทั้งสองทาง

ศัตรูตัวฉกาจที่สุดของเราคือตัวเราเอง
จากเทรลเลอร์ที่ปล่อยออกมา เราจะเห็นว่าตัวร้ายหลักของหนังภาคนี้คือ โดนัลด์ เพียร์ซ (Boyd Holbrook) หัวหน้า The Reavers ซึ่งเป็นกลุ่มกองกำลังมนุษย์กึ่งไซบอร์ก แต่จริง ๆ แล้วศัตรูที่แท้จริง คือ X-24 ต่างหาก X-24 เป็นมิวแทนท์ที่เกิดจากการทดลองของมนุษย์ ซึ่งมีรูปร่างหน้าตาเหมือนโลแกนวัยหนุ่มไม่มีผิด เพราะได้รับตัวอย่าง DNA จากโลแกนโดยตรง ภาระหนักของโลแกนวัยชราที่มีพลังฟื้นฟูร่างกายหรือ Healing Factor เสื่อมลงจึงเป็นการรับมือกับโคลนวัยหนุ่มของตัวเองที่เป็นเสมือนตัวแทนแห่งความบ้าคลั่งในอดีต อยู่ดี ๆ พุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า “อตฺตา หเว ชิตํ เสยฺโย (อ่านว่า อัตตา หะเว ชิตัง เสยโย) ชนะตนนั่นแหละเป็นดี” ก็โผล่เข้ามาในหัว เป็นไปได้ไหมที่หนังพยายามจะบอกเราว่าศัตรูที่ต้องก้าวข้ามให้ได้ก็คือตัวเราเองนี่แหละ หาใช่ใครอื่นไม่

logan-movie-vs-x-24-236212-1280x0

ในจักรวาลหนังเอ็กซ์เมน ไม่มีใครฆ่าวูฟเวอร์รีนได้ แม้แต่ฟีนิกซ์จีน เกรย์ผู้ทรงอานุภาพยังสลายร่างวูฟเวอร์รีนไม่ได้ง่าย ๆ แต่หนังเรื่องนี้ได้มอบจุดจบให้วูฟเวอร์รีนโดยการให้วูฟเวอร์รีนจบชีวิตลงภายใต้เงื้อมมือของวูฟเวอร์รีนเอง (ถ้านับว่าโคลนคือส่วนหนึ่งของตัววูฟเวอร์รีน) น่าขำขื่นอีกตรงที่ว่าหลังจากนั้น วูฟเวอร์รีนโคลนก็ถูกฆ่าด้วยกระสุนอาดาแมนเทียมที่วูฟเวอร์รีนตัวจริงเตรียมไว้ยิงตัวตาย ช่างเป็นการตายที่ Inception ซะเหลือเกิน

สรุป: นี่เป็นหนังมาเวลอีกหนึ่งเรื่องที่เราดูแล้วปล่อยผ่านไม่ได้ ความดิบเถื่อนของฉากต่อสู้ทำเราเหวอเป็นระยะ ๆ อยู่เหมือนกัน ความเรียลของมันพอ ๆ กับ Hacksaw Ridge ของเมล กิบสันเลยทีเดียว ส่วนโทนความสิ้นหวังและธีมดิสโทเปียของเหล่ามิวแทนท์ก็ทำได้ดีประทับใจเรามาก ฉากเสียน้ำตาก็มีพอประปรายแล้วแต่ความอ่อนไหวของแต่ละคน แม้จะมีฉากที่เราคิดว่าเป็นช่องโหว่อยู่บ้าง เช่น ลอร่าขับรถเองได้ เราสงสัยว่าทำไมเด็กถึงขับรถได้ ทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะหนีออกมาจากสถานกักกันสู่โลกภายนอกได้ไม่นาน จำได้ว่าฉากก่อนหน้านี้ ลอร่ายังไม่รู้จักวิธีหยอดเหรียญใส่เครื่องสล็อตของม้าโยกเลย หรือเพลงจากซาวน์อเบาท์ก็ดูจะเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับเธอเสียด้วยซ้ำ แต่ก็ยังพอจะกล้อมแกล้มไปได้ว่าเธอเป็นเด็กหัวเร็ว ซึ่งอาจเป็นผลพวงมาจากประสาทสัมผัสที่ว่องไวของพลังมิวแทนท์


เกร็ดหนัง
*Logan ได้รับอิทธิพลมาจากหนังเรื่องเชน (Shane) พอสมควร โดยออกฉายในปี 1953 (พ.ศ. 2496) เป็นหนังคาวบอยสไตล์ดั้งเดิมที่คุกรุ่นด้วยฉากดวลปืนและความรุนแรง แต่ความลึกของ Shane ยังมุ่งเจาะค้นเข้าไปในก้นบึ้งหัวใจของ “เชน” (Alan Ladd) หนุ่มนักฆ่าที่ถูกอดีตตามหลอกหลอนไม่ต่างอะไรกับโลแกน

ในฉากเข้าพักที่โรงแรม ชาร์ลส์กับลอร่าก็นั่งดูหนังเรื่องนี้ด้วยกัน และไดอะล็อกที่ลอร่าจำได้ขึ้นใจ และนำไปใช้เป็นประโยคปิดฉากของเรื่องคือ

“Joey, there’s no living with… with a killing. There’s no going back from one. Right or wrong, it’s a brand. A brand sticks. There’s no going back. Now you run on home to your mother, and tell her… tell her everything’s all right. And there aren’t any more guns in the valley.”

ซึ่งเป็นไดอะล็อกที่เชนบอกกับโจอี้ เด็กน้อยที่ชื่นชมในตัวเขาว่าไม่ควรเดินบนเส้นทางสายเดียวกับเขา พ้องกับที่โลแกนไม่ต้องการให้ลอร่ามีชีวิตที่มืดมนในแบบเดียวกัน

*หนังเรื่อง LOGAN มีต้นฉบับมาจากคอมมิค Wolverine: Old Man Logan (2008) แต่งโดย Mark Millar โดยระบุสาเหตุการตายของเหล่ามิวแทนท์ไว้ในเล่มที่ 5 ซึ่งฉบับคอมมิคจะแตกต่างจากฉบับภาพยนตร์นิดหน่อย โดยในคอมมิคนั้น วูฟเวอร์รีนถูกมิสเทอริโอ (Mysterio) เจ้าแห่งภาพลวงตา สร้างภาพลวงตาหลอกให้เขาฆ่ามิวแทนท์ด้วยกันเอง

ส่วนฉบับภาพยนตร์นั้นบอกเป็นนัยว่าโปรเฟสเซอร์ เอ็กซ์ หรือชาร์ลส์ เป็นคนฆ่า โดยอาจเกิดจากการประสานจิตใจกับแมกนีโตจนออกมาเป็น Onslaught

*ชื่อของ X-23 มาจากโครงการ Weapon X ส่วนเลขท้ายคือจำนวนครั้งที่ทดลอง โดย X-1 ถึง X-22 เป็นผู้ชายและตายทั้งหมดเนื่องจากพันธุกรรมไม่สมบูรณ์ ส่วนเธอคือรุ่นที่ทดลองได้สำเร็จจึงได้ชื่อ X-23

XMEN_POSTERBOOK_int.indd

โดยในเวอร์ชันหนังสือคอมมิคนั้น X-23 เป็นร่างโคลนของ Wolverine ความสามารถพิเศษ คือ รักษาบาดแผลได้เอง และมีสัมผัสพิเศษเหนือมนุษย์ทั่วไป และที่สำคัญคือ เธอมีกรงเล็บ “อาดาแมนเทียม” (Adamantium) 2 อันอยู่ที่มือแต่ละข้าง และมีอีก 1 อันที่เท้าแต่ละข้างอีกด้วย

***คะแนนความชอบ: 8/10

รีวิวโดย: Mr.Blue

Advertisements