รีวิวนี้มีสปอลย์!

บิลลี่ มิลลิแกน (Billy Milligan) เกิดวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ปี 1955 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในช่วงวัยเด็ก อาจเรียกได้ว่าเขาเป็นคนที่ค่อนข้างมีปัญหาเรื่องครอบครัวอยู่ไม่ใช่น้อย เพราะหลังจากที่พ่อแท้ ๆ ของเขาตายไป พ่อเลี้ยงใหม่ที่ก้าวเข้ามาในชีวิตก็เลี้ยงเขาอย่างทารุณ ไม่ว่าจะเป็นการทุบตีอย่างโหดร้าย หรือจับเขาแขวนไว้กับขื่อ เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ทำให้เขาค่อย ๆ พัฒนาบุคลิกประหลาด ๆ ขึ้นมามากมาย โดยที่แม้แต่เจ้าตัวเองก็ยังไม่รู้ตัว ต่อมาใน 1977 บิลลี่ ถูกจับในข้อหาปล้นและข่มขืนผู้หญิงถึง 3 คนภายในเขตมหาวิทยาลัยรัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะจับตัวเขามาดำเนินคดี จุดนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการตรวจสอบสภาพจิตใจของชายผู้นี้โดยละเอียดก่อนที่ชาวโลกจะได้รับรู้ความจริงอันน่าตกใจว่าเขามี 23 บุคลิกอยู่ในตัวคนเดียว

ข้อความข้างต้นคือเรื่องจริงไม่อิงนิยายที่ เอ็ม ไนท์ ชยามาลาน (M. Night Shyamalan) นำมาใช้เป็นพล็อตของหนังเรื่อง Split ก่อนดูเรารู้สึกว่าหนังมีประเด็นให้เล่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นประเด็นทางจิตวิทยาหรือความเชื่อ ซึ่งน่าสนใจว่าหนังจะเล่าออกมาในโทนแบบไหน เพราะเทรลเลอร์ให้บรรยากาศของความไม่น่าไว้วางใจแบบ Thriller แต่ก็มีกลิ่นอายของความพิศดารเหนือจริงตามแบบฉบับของชยามาลานอยู่เหมือนกัน เมื่อดูจบ เราสรุปใจความสำคัญได้ว่า Split คือหนังซุปเปอร์ฮีโร่ที่แฝงตัวมาในคราบของหนังจิตวิทยาระทึกขวัญ (Psychological Thriller) แบบไม่เนียนดี ๆ นี่เอง ส่วนตัวแล้วรู้สึกเสียดายเล็กน้อย เพราะเรื่องราวของผู้ป่วยโรคหลายบุคลิก (Dissociative Identity Disorder : DID) น่าจะเป็นวัตถุดิบชั้นดีที่สามารถนำไปต่อยอดหรือแตกแขนงประเด็นต่าง ๆ ทางจิตวิทยาได้ แต่ชยามาลานกลับเลือกที่จะเปลี่ยนให้มันเป็นเพียงความสามารถพิเศษเพื่อนำมารวมไว้ในจักรวาลหนังฮีโร่ของเขาเท่านั้น

split-movie-horde-226667-1280x0

เควิน เวนเดล (James McAvoy) มีพื้นเพมาจากครอบครัวที่มีปัญหา เขาถูกพ่อทิ้งไปตั้งแต่ยังเด็กและถูกแม่ที่ป่วยเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive-Compulsive Disorder : OCD) ทารุณอย่างหนักจนสภาพจิตใจทนไม่ไหว และนั่นเองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการแตกหน่อจากตัวตนหลักจนเกิดเป็นบุคลิกต่าง ๆ ที่เควินสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวเองถึง 23 บุคลิก จากนั้นเหตุการณ์ที่นำสู่เรื่องราวระทึกขวัญก็เกิดขึ้น เมื่อเควินได้ลักพาตัวเด็กสาว 3 คนมากักขังไว้ จากเรื่องย่อนี้ เราจะเห็นได้ว่าชยามาลานยืมเหตุการณ์จริงของบิลลี่ มิลลิแกนมาใส่ไว้ในพล็อตหลายจุด โดยบิดโครงเรื่องในช่วงสุดท้ายให้กลายเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ แม้จะทำให้หนังดูประดักประเดิดไปบ้าง แต่การปรากฏตัวของเดวิด ดันน์ (Bruce Willis) และชื่อของมิสเตอร์ กลาส (Samuel L. Jackson) ก็ทำให้เรารู้สึกว่าหนังมีเส้นเรื่องและเป้าหมายที่ชัดเจนในแนวทางของมัน ไม่ได้ล่องลอยอย่างที่เคยนึกปรามาสไว้

พล็อตหนังกับเรื่องจริงมีจุดร่วมกันอยู่ 3 ประการ คือ
1. ทั้งคู่ได้รับความรุนแรงในวัยเด็กมาก่อน ซึ่งอาจเป็นการล่วงละเมิดทางเพศ หรือการทำร้ายร่างกาย จนทำให้ทั้งคู่ต้องสร้างตัวตนอีกบุคลิกขึ้นมาเพื่อกลบบาดแผลในจิตใจ
2. มีบุคลิกมากกว่า 2 บุคลิกขึ้นไป แต่ละบุคลิกก็จะถูกแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ เมื่อบุคลิกหนึ่งปรากฏออกมา ทั้งคู่จะจดจำความรู้สึกนึกคิดของบุคลิกอื่นไม่ได้ ไม่มีความทรงจำของกันและกัน ลืมแม้กระทั่งการกระทำของตัวตนอีกบุคลิกที่เพิ่งผ่านพ้นไป
3. ก่อเหตุกับผู้หญิง 3 คน

เนื่องจากชยามาลานวาง Split ไว้ในฐานะภาคสองของ Unbreakable (2000) ซึ่งเป็นหนังซุปเปอร์ฮีโร่แบบ Realistic หนังจึงไม่ได้เจาะลึกถึงเรื่องราวในวัยเด็กของเควินมากนัก แต่ก็พยายามอธิบายถึงลักษณะของโรคชนิดนี้จากปากคำของหมอคาเรน เฟลทเชอร์ (Betty Buckley) จิตแพทย์ในเรื่องว่า โรคของเควินคือบุคลิกที่วนเวียนสลับสับเปลี่ยนกันออกมาเป็นตัวตนอัตลักษณ์ที่ต่างกัน โดยที่เคมีในร่างกายของเขาจะเปลี่ยนแปลงไปตามสถานภาพ กล่าวคือ อายุ, เพศสภาพ, เชื้อชาติ, ลักษณะท่าทาง ตลอดจนคำพูดและน้ำเสียงที่ใช้ของแต่ละบุคลิกจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งนี้บุคลิกที่แสดงออกมาจะผันแปรไปตามสถานการณ์ในช่วงเวลานั้น ๆ

บุคลิกของ เควิน ที่ปรากฏในหนัง
1. เควิน เวนเดล ครัมป์ (Kevin Wendell Crumb) ตัวตนหลัก มีนิสัยอ่อนแอ ถูกรังแกได้ง่าย ปกติมักถูกทำให้หลับเพราะไม่สามารถควบคุมบุคลิกต่าง ๆ ให้เชื่อฟังได้
2. แบร์รี่ (Barry) เกย์หนุ่มมนุษยสัมพันธ์ดี เป็นสไตลิสต์ออกแบบเสื้อผ้า เขามีอำนาจในการกำหนดว่าจะให้บุคลิกไหนปรากฏออกมา และคอยรับหน้าเวลาเข้าพบจิตแพทย์
3. เดนนิส (Dennis) เป็นบุคลิกที่จะออกมาปกป้องบุคลิกอื่น ๆ เมื่อตัวเควินตกอยู่ในอันตราย ปกติใส่แว่น มีนิสัยรักความสะอาด เจ้าระเบียบ เป็นบุคลิกที่แบร์รี่พยายามกันไม่ให้เข้ายึดครองร่างเพราะมีนิสัยชอบบงการ
4. แพทริเชีย (Patricia) เป็นผู้หญิงคลั่งศาสนา ชื่นชอบการทำอาหาร เป็นบุคลิกที่แบร์รี่พยายามกันไม่ให้เข้ายึดครองร่างเช่นกัน
5. เฮดวิก (Hedwig) เด็กชายอายุ 9 ขวบ นิสัยขี้เล่น เวลาว่างชอบวาดรูปและฟังเพลง มักอยู่ในโอวาทของเดนนิสและแพทริเชีย
6. เดอะบีสท์ (The Beast) ตัวตนที่ 24 เป็นร่างที่พัฒนาจนถึงขั้นสูงสุด (หากเทียบกับซุปเปอร์ไซย่า ก็ถือว่าเป็นร่างสุดท้าย) เกิดจากการผสมผสานบุคลิกของสัตว์ต่าง ๆ ในสวนสัตว์ซึ่งเป็นที่ทำงานของเควิน โดยเดนนิสกับแพทริเชียเชื่อว่าบุคลิกนี้คือผู้ที่จะมาเปลี่ยนแปลงโลก
7-23. ไม่ได้รับโอกาสให้ปรากฏตัวในหนัง

ด้วยทักษะการพูดโน้มน้าวใจคน แบร์รี่จึงได้รับการยอมรับจากบุคลิกอื่น ๆ ให้เป็นผู้จัดการ คอยจัดสรรเวลาเข้า-ออกของแต่ละบุคลิก โดยแบร์รี่จะมีบทบาทในช่วงแรก ๆ ของหนังเท่านั้น จนกระทั่งการแย่งชิงอำนาจภายในจากแบร์รี่ของผู้สมคบคิดสามบุคลิก (เดนนิส / แพทริเชีย / เฮดวิก) ซึ่งดูไปก็คล้ายกับระบบผู้มีอำนาจสามคน (Triumvirate) เพื่อต้อนรับการมาของ เดอะบีสท์

สปอตไลท์
เดนนิสเล่าให้จิตแพทย์ฟังระหว่างการบำบัดว่า “ข้างใน” ของพวกเขาเปรียบเสมือน “ห้อง” ที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมายยืนล้อมรอบแสงสปอตไลท์ที่ฉายลงมากลางห้อง แบร์รี่คือคนที่ตัดสินว่าใครจะเข้าไปอยู่ในแสงสปอตไลท์และออกมา “ข้างนอก” (หมายถึงร่างกาย) บุคลิกใดที่ครอบครองร่างกายอยู่ ณ ตอนนั้นก็จะมายืนตรงกลางแสง ส่วนบุคลิกอื่น ๆ จะยืนเป็นเงามืดอยู่รอบห้อง ส่วนเควินซึ่งเป็นบุคลิกหลักนั้นถูกทำให้หลับอยู่เนื่องจากทุกคนเกรงว่าเขาจะฆ่าตัวตาย เพราะช่วงแรก ๆ ที่เขาเริ่มรู้ว่าตัวเองมีบุคลิกอื่นและทำอะไรไม่ดีลงไป เควินจะพยายามฆ่าตัวตายอยู่เสมอ ซึ่งคำอธิบายในหนังนั้นสอดคล้องกับคำบอกเล่าของมิลลิแกนทุกประการ

SplitMovie5

แต่สิ่งที่มิลลิแกนไม่ได้บอก และหนังใส่เข้ามาเพื่อทำให้เควินดูเป็นยอดมนุษย์ คือ คำพูดของ ดร. เฟลชเชอร์ (Betty Buckley) ที่ว่า “An individual with multiple personalities can change their body chemistry with their thoughts.” ซึ่งตรงนี้มันก็น่าลุ้นว่า ร่างสุดท้ายของ เดอะบีสท์ จะน่าเกรงขามสักแค่ไหน เพราะหนังปูมาอย่างน่าสะพรึงผ่านภาพวาดของเฮดวิกรวมถึงความเชื่อของเดนนิสและแพทริเชีย แต่เอาเข้าจริง เรารู้สึกว่ามันน่าผิดหวังนิดหน่อย เพราะสำหรับเรา เดอะบีสท์ ดูเหมือนคนที่ฉีดสารสเตอรอยด์เร่งกล้ามเนื้อจนเส้นเลือดปูดโปนตามผิวหนังมากกว่า หรือจริง ๆ แล้วเราไม่ควรผิดหวังวะ เพราะการคาดหวังความเวอร์วังจากหนังชยามาลานนี่อาจเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำก็เป็นได้

ปมของเคซีย์

The Beast: You are different from the rest. Your heart is pure! Rejoice! The broken are the more evolved. Rejoice.

เคซีย์ (Anya Taylor-Joy) คือหนึ่งในเด็กสาว 3 คนที่ถูกเดนนิสลักพาตัวมาด้วย เธอมีบุคลิกพิเศษที่แปลกแยกจากคนอื่น ๆ ซึ่งในภาวะคับขันนั้น เธอสามารถควบคุมสติอารมณ์ได้ดีกว่าเด็กสาวอีกสองคน จนบางครั้งทำให้เราคลางแคลงใจว่าเหตุใดเธอจึงรักษาความเยือกเย็นได้ดีขนาดนั้น จากต้นเรื่อง เราจะเห็นได้ว่าเธอเป็นคนที่ไม่มีใครอยากคบหา และตัวเธอเองก็ไม่ใส่ใจที่จะเป็นมิตรกับใครด้วย เธอถูกชวนมางานเลี้ยงเพียงเพราะความสงสารเท่านั้น

บทบาทของเธอมีส่วนสัมพันธ์กับเส้นเรื่องมากพอสมควร แฟลชแบ็คที่แวบเข้ามาเป็นระยะ ๆ ทำให้เราเริ่มเข้าใจว่าเพราะอะไรเธอถึงมีลักษณะนิสัยแบบนั้น แม้กระทั่งการตอบโต้ต่อพฤติการณ์ต่าง ๆ ก็ดูช่ำชองราวกับว่าเธอไม่ได้เพิ่งประสบพบเจอเป็นครั้งแรก ภาพในอดีตบอกเราว่า หลังจากที่พ่อของเธอตายจากไป เธอก็เข้ามาอยู่ในการอุปการะของลุง และลุงนั่นเองเป็นผู้ปลูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งความวิปริตลงบนร่างกายของเธออย่างต่อเนื่อง หนังฉลาดพอที่จะไม่เฉลยการกระทำของลุงให้เห็นชัดเจนว่าเขาทำอะไรกับเธอบ้าง แต่การที่เด็กตัวเล็ก ๆ ถือปืนจ่อไปที่ลุงก็น่าจะแสดงถึงขีดสุดความอดทนที่เด็กคนหนึ่งจะทนทานได้ ในองก์สุดท้าย หลังจากที่ เดอะบีสท์ สังหารเด็กสาวทั้งสองและตะกรุมตะกรามร่างกายของพวกเธอประดุจสัตว์ป่า เคซีย์ก็เป็นรายต่อไปที่จะต้องสังเวยชีวิตให้กับ เดอะบีสท์ แต่หลังจากที่ เดอะบีสท์ เห็นแผลเป็นบนร่างกายของเธอ เขาก็กู่ก้องประกาศชัยชนะว่า “Rejoice!”

F:PHOTOMediaFactory ActionsRequests DropBox47000#universal5720_D019_00214.jpg

แนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจของ เดอะบีสท์ คือ ในมุมมองของเขา คนที่ไม่เคยผ่านความเจ็บปวด มีความเป็นอยู่สุขสบาย ไม่เคยผจญกับความลำบากในชีวิต ถือเป็นพวกไม่บริสุทธิ์ (Impure) ในขณะที่คนแบบเขา ซึ่งประสบกับความรุนแรงทางเพศ การกระทำทารุณโหดร้าย ฯลฯ ถือเป็นพวกบริสุทธิ์ (Pure) ทัศนะที่กลับตาลปัตรแบบนี้ฟังดูราวกับว่าด้านมืดของชีวิตเป็นประหนึ่งเปลวไฟที่ช่วยชำระล้างมลทินจนสะอาดหมดจด ซึ่งผิดไปจากความเข้าใจของคนทั่วไปที่มองว่าคนแบบเควินนั่นแหละที่เป็น Impure เพราะพวกเขาเอาแต่จมตัวเองอยู่ในกองความเจ็บปวด เควินที่เป็นเหยื่อของความรุนแรง กลับกลายเป็นผู้ก่อความรุนแรง (เดอะบีสท์) ซะเอง และนั่นคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ เดอะบีสท์ ไม่ฆ่าเคซีย์หลังจากเห็นบาดแผลตามตัวของเธอ เพราะเขามองว่าเธอคือพวกเดียวกัน แปลกดีที่สัตว์ประหลาดกลับหยิบยื่นความเห็นอกเห็นใจให้เธอ ในขณะที่คนทั่วไปกลับไม่พยายามทำความเข้าใจ ความแข็งแกร่งของ เดอะบีสท์ อาจทำให้เธอหันกลับมาคิดว่าตนเองน่าจะเข้มแข็งแบบเขาได้เหมือนกัน ดังนั้น ตอนที่ลุงมารับ เธอจึงไม่ยอมไปกับเขาเพื่อรับการทารุณเหมือนที่เคยเป็นมา

แรงจูงใจเบื้องหลังการลักพาตัว
เควินลักพาตัวผู้หญิงมาทำไม?

split-taylor-joy

นี่อาจเป็นการแก้แค้นผู้หญิงของเควินก็ได้ วัยเด็กของเขานอกจากจะไม่ได้รับความอบอุ่นจากคนเป็นแม่แล้ว กลับได้การปฏิบัติที่ตรงกันข้ามอีกต่างหาก ความรุนแรงคือสิ่งที่เขาประสบพบเจอและเติบโตมากับมัน เมื่อเดนนิสเชื่อว่าความรุนแรงทำให้เขาบริสุทธิ์ขึ้นได้ แล้วทำไมเขาจะกลายเป็นความรุนแรงเสียเองไม่ได้ เหตุผลที่เขาต้องแบ่งภาคออกมาเป็น เดอะบีสท์ อาจเป็นเพราะเขาต้องการให้ทุกคนที่เขาเชื่อว่าเป็นพวกไม่บริสุทธิ์ได้รับการชำระบาปด้วยความรุนแรงจากน้ำมือของเขาก็เป็นได้ การเปลี่ยนแปลงโลกของ เดอะบีสท์ จึงอาจหมายถึงการทำตัวเป็นผู้พิพากษาซะเอง

สรุป เรารู้สึกว่าหนังยังไปได้ไม่สุดทางเท่าที่ควร ในแง่ของความเป็น Thriller มันไม่ระทึกขวัญหรือชวนให้ลุ้นขนาดนั้น สิ่งที่รู้สึกว่าได้แน่ ๆ คือความเพี้ยนพิลึกและความประหลาดของตัวละคร ซึ่งบางครั้งมันก็ทำให้เรารู้สึกไม่สมเหตุสมผลอยู่บ้าง เช่น ตอนที่เด็กสาว 3 คนถูกลักพาตัว ทำไมไม่มีใครสักคนถามถึงเหตุผลที่ถูกลักพาตัว ไม่มีตัวละครตัวไหนอยากรู้บ้างเลยหรือ ในแง่ของความเป็นจริง ถ้าถูกลักพาตัว เราต้องอยากรู้สิว่าเขาลักพาตัวมาทำไม มีเหตุผลอะไรขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลัง ส่วนการแสดงของเจมส์ แมคอะวอย ยังไม่ประทับใจเราเท่าที่ควร บางบุคลิก แกเล่นดีนะ แต่บางบุคลิกจะดูตลกดูล้น ๆ ชอบกล เราแยกแยะบุคลิกของเจมส์ได้จากเสื้อผ้าที่ใส่เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งบางทีมันตลกนะที่ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าทุกครั้งที่สลับบุคลิก ซึ่งแปลว่าเรายังไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงจากอินเนอร์ของเขาสักเท่าไหร่ ส่วนอันยาเล่นดีมาก การแสดงอารมณ์ความรู้สึกผ่านสายตาและสีหน้าทำได้ดี เราอาจไม่ค่อยได้พูดถึงป้าเบตตี้เท่าไหร่ แต่เธอก็ได้มอบการแสดงที่อบอุ่นจนหยดสุดท้ายจริง ๆ

***คะแนนความชอบ: 7/10

รีวิวโดย: Mr.Blue


*เว็บไซต์อ้างอิง

https://en.wikipedia.org/wiki/Billy_Milligan

http://www.imdb.com/title/tt4972582/quotes

Advertisements