ในโลกที่อึกทึกไปด้วยเสียงหลากสรรพสำเนียงนับตั้งแต่เปลือกตาเบิกกว้างจนถึงยามหลับใหล ผมไม่แน่ใจว่าความเงียบมีอยู่จริงหรือเปล่า นิยามของความเงียบคืออะไร คือการที่เราไม่พูดอะไรหรือเปล่า เมื่อเราไม่พูดแล้ว ความเงียบเกิดขึ้นจริง ๆ ไหม เราไม่ได้ยินเสียงที่เกิดจากการสั่นสะเทือนผ่านกล่องเสียงก็จริง แต่ทำไมเรากลับได้ยินเสียงคำพูดลอยฟุ้งเคว้งคว้างในความคิด ขณะที่เราพยายามสงบเสียงภายใน เสียงภายนอกจากแหล่งอื่น ๆ ก็พยายามเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับเราด้วย ผมรับชมหนัง “Silence” ท่ามกลางระลอกเสียงเหล่านี้ที่ซัดสาดเข้ากระทบเป็นระยะ ๆ เสียงหรีดริ่งระงมร้องในความมืดของหนังยามเปิดเรื่อง มันไม่ใช่ความเงียบแต่อย่างใด เสียงเหล่านั้นกลับกระตุ้นให้เราเกิดความรู้สึกอ้างว้างขยาดลึก ความอ้างว้างจัดเป็นความเงียบด้วยหรือเปล่า ผมพบว่ามันพยายามพูดกับเรา กล่อมเรา หรือกระทั่งครอบงำเรา…

ก่อนจะดูหนังเรื่องนี้ ผมพยายามไล่ดูหนังศาสนาอีกสองเรื่องที่สร้างโดยมาร์ติน สกอร์เซซี (Martin Scorsese) ได้แก่ The Last Temptation of Christ (1988) และ Kundun (1997) เพื่อทำความเข้าใจกับความลุ่มหลงที่ผกก. มีต่อหนังประเภทนี้ ซึ่งเมื่อรวม Silence เข้าไปด้วยแล้ว ทั้งสามเรื่องก็กลายเป็นไตรภาคหนังศาสนาไปโดยปริยาย และทั้งสามเรื่องนี้พูดถึงสิ่งเดียวกัน คือ การตั้งคำถามต่อความเชื่อที่ตนศรัทธา นอกจากนี้จุดร่วมของไตรภาคนี้คือการให้ความสำคัญกับระยะทางมากกว่าต้นทางหรือปลายทาง ทำให้คนดูได้เห็นถึงกระบวนความคิดของตัวละครอย่างละเอียด ตัวละครทั้งสาม พระเยซู ดาไลลามะ และบาทหลวงโรดริเกซถูกดึงลงมาอยู่ในจุดที่คนดูสัมผัสในความเป็นปุถุชนได้ ทั้งสับสนและสงสัย ทั้งการต่อสู้กับความขัดแย้งในจิตใจ โดยปราศจากการเชิดชูความเป็นวีรบุรุษของตัวละคร ซึ่งนี่เองเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงคนดูกับหนังเข้าไว้ด้วยกัน

S_RED-COUCHA

หนังเรื่องนี้สร้างจากบทประพันธ์เรื่อง “ความเงียบ” (沈黙;Chinmoku) ของ ชูซะกุ เอ็นโด (遠藤周作;Shūsaku Endō) นักเขียนชาวคริสต์ ว่าด้วยการเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่นของพระคาทอลิกคณะเยซูอิตชาวโปรตุเกสสองคนเพื่อตามหาบาทหลวงเฟอร์เรร่า (Liam Neeson) ผู้เป็นอาจารย์ และได้เผชิญกับความโหดร้ายของคนท้องถิ่น เรื่องราวเริ่มต้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 รัฐบาลโชกุนสั่งห้ามนับถือศาสนาคริสต์เด็ดขาด เพราะมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ เกิดการปราบปรามอย่างรุนแรง มีการสังหารผู้ศรัทธาเพื่อยับยั้งการขยายตัวของสาวก สไตล์การเดินเรื่องค่อนข้างเป็นเส้นตรง มีเล่าย้อนอดีตบ้างพอให้หนังดำเนินต่อไปได้

(Spoil Alert: จากนี้ไปอาจมีการสปอลย์เนื้อหาบางส่วน)

 

เงียบงันเพราะเกรงกลัว
บาทหลวงโรดริเกซ (Andrew Garfield) และการูเป้ (Adam Driver) มุ่งหน้าสู่มาเก๊าเพื่อพบกับคิชิจิโร่ (Yōsuke Kubozuka) ชายชาวญี่ปุ่นเพียงหนึ่งเดียวที่จะนำทางพวกเขาไปยังญี่ปุ่น เมื่อถึงเกาะ พวกเขาได้พบว่าหมู่บ้านโทโมจิยังมีชาวคริสต์หลงเหลืออยู่ โดยแฝงตัวไม่ให้ทางการรับรู้ ดังนั้น ภารกิจแรกของบาทหลวงทั้งคู่คือการเก็บตัวเงียบในกระต๊อบร้างที่มีรูลับใต้ดิน พวกเขาไม่สามารถจะออกไปสูดอากาศได้ตามใจชอบ เพราะต้องระมัดเนื้อระวังตัวไม่ให้สายของทางการพบเห็น แต่ละวันพวกเขาต้องต่อสู้กับความกลัวที่เกิดขึ้นเมื่ออยู่ในสถานที่ต่างถิ่น กลัวความผิดหวังที่จะพบว่าอาจารย์ของตนอาจเข้ารีตนับถือศาสนาอื่นตามคำบอกเล่า กลัวการจับกุมของทางการ กลัวชาวบ้านจะได้รับอันตรายเพราะให้ที่พักพิง พวกเขากลัวแม้กระทั่งสายลมอู้ที่พัดพาเอาเศษสิ่งมากระทบเนื้อไม้ของกระต๊อบบุโรทั่ง ฯลฯ แต่ในความหวาดกลัว สิ่งเดียวที่ให้ความอุ่นใจกับพวกเขาคือการเป็นผู้นำศาสนาให้กับชาวบ้านที่กระหายการสารภาพ สภาวะการขาดที่พึ่งทางใจของชาวบ้านปรากฏออกมาในรูปของวัตถุ ชาวบ้านต้องการวัตถุจากบาทหลวงไว้บูชา จะเป็นเปลือกไม้ ก้อนหิน หรือเศษสิ่งอะไรก็ได้ สุดท้ายโรดริเกซจำต้องสละลูกประคำเพื่อแจกให้ชาวบ้านคนละเม็ด ความมืดบอดเช่นนี้แลดูไปก็คล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่ปรากฏในบ้านเมืองของเรา แต่ดูเหมือนว่า “วัตถุบูชา” เหล่านี้จะสยบความกลัวในใจของชาวบ้านไม่ได้เมื่อพบกับวิธีทดสอบศรัทธาจากทางการ กล่าวคือ จับผู้ฝ่าฝืนมาลงโทษด้วยวิธีที่เรียกว่า “ฟุมิเอะ” (踏み絵;fumie) ซึ่งเป็นการใช้ “แผ่นภาพ” (เอะ) ที่แกะสลักเป็นรูปพระเยซูหรือพระแม่มาเรียและให้ผู้ที่ต้องสงสัยว่ายังนับถือศาสนาคริสต์อยู่ “เหยียบ” (ฟุมิ) ภาพนั้น

การทดสอบนี้สะท้อนให้เห็นถึงสภาวะจิตใจของแต่ละคนได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น การแสดงความอ่อนแอของผู้ศรัทธาโดยยอมเหยียบแผ่นภาพหรือกระทั่งถ่มน้ำลายใส่ ความหนักแน่นของชาวบ้านบางคน ความสั่นคลอนภายในจิตใจของโรดริเกซและการูเป้ เหตุการณ์ที่เป็นรอยแยกบาง ๆ ทางความเชื่อระหว่างโรดริเกซและการูเป้เกิดขึ้นเมื่อชาวบ้านถามว่าจะทำอย่างไรหากทางการบีบบังคับให้เหยียบแผ่นภาพ การูเป้บอกให้รักษาความมั่นคงภายในจิตใจไว้ ขณะที่โรดริเกซบอกว่า เหยียบไปเลย ไม่เป็นไร รักษาชีวิตไว้ ค่าการให้ความสำคัญของทั้งคู่จึงแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ฉากนี้เป็นการตั้งคำถามอย่างทรงพลังกับคนดูว่าเราจะให้ค่ากับวัตถุที่เป็นเพียงสิ่งแทนตัวหรือถือคติว่าศรัทธาอยู่ที่ใจ

 

ความพยายามที่สวนทางกับความอ่อนแอ

Where is the place for a weak man in a world like this?
Kichijiro

ในเรื่อง คิชิจิโร่คือชาวญี่ปุ่นผู้นับถือคริสต์ เขาเคยสละความเชื่อหนแรกโดยยอมเหยียบแผ่นภาพในขณะที่ครอบครัวของเขาหนักแน่นพอที่จะสละชีวิตแทน ภาพครอบครัวถูกเผาทั้งเป็นต่อหน้าต่อตากลายเป็นตราบาปที่ประทับในใจจนสลัดไม่ออก การมาของโรดริเกซทำให้เขาเกิดความหวังว่าเขายังเป็นลูกแกะในพระหรรษทานของพระเจ้าได้ เราจะเห็นเขาเหยียบแผ่นภาพซ้ำแล้วซ้ำเล่า และทุกครั้งเขาจะพยายามสารภาพบาปกับโรดริเกซอย่างบ้าคลั่งราวกับว่าการสารภาพบาปคือการชำระล้างร่างกายให้บริสุทธิ์จากการย่ำยีศรัทธาของตนเอง แต่ทว่าในความเป็นจริง โลกอนุญาตให้เราทำผิดซ้ำเดิมครั้งแล้วครั้งเล่าได้กี่ครั้ง?

silence

คิชิจิโร่ใช้การสารภาพบาปเป็นดั่ง พ.ร.บ. นิรโทษกรรม เป็นดั่งข้ออ้างในการทำผิด เขาได้แปรเปลี่ยนจากผ้าขาวที่มีสีดำเพียงจุดเดียวจนด่างพร้อยไปด้วยจุดดำมากมาย และถ้ามันมากพอ ผ้าขาวก็จะกลายเป็นผ้าดำในท้ายที่สุด ความพยายามที่จะเป็นคนดีของคิชิจิโร่ทำให้ผมอดนึกถึงตัวละคร “มาตาฮาชิ” ในการ์ตูนเรื่อง “Vagabond” อย่างเสียไม่ได้ ลักษณะร่วมที่คู่มีคือความล้มเหลวต่อด้านมืดของตนเอง อันที่จริง มันก็ทำให้เราย้อนกลับมาดูตนเองได้เหมือนกัน กี่ครั้งแล้วที่เราพ่ายแพ้ต่อความอ่อนแอของตัวเอง ทำไมเราถึงยอมให้มันมีอำนาจเหนือเราครั้งแล้วครั้งเล่า หรือเป็นเพราะเราเห็นว่าศัตรูนั้นคือตัวเรา เราจึงอนุโลมยอมปล่อยเลยตามเลยได้?

 

ทางสองแพร่งของชีวิตและศรัทธา
หากว่าเราอยู่บนเส้นแบ่งระหว่าง สละชีวิตเพื่อศาสนาหรือสละความเชื่อของตน เราจะเลือกสิ่งใด มีหลายฉากที่ชาวบ้านผู้นับถือศาสนาคริสต์ถูกทรมานจนเสียชีวิตนับไม่ถ้วน ในขณะที่ตัวละครหลักอย่างบาทหลวงเฟอร์เรร่าและโรดริเกซกลับลังเลสงสัยในพระเจ้า ครั้งหนึ่งโรดริเกซถามชาวบ้านที่นั่งรอคำตัดสินด้วยกันว่า เหตุใดจึงได้ดูสงบนัก ไม่กลัวความตายหรืออย่างไร หนึ่งในนั้นตอบมาว่า ถ้าตายไปเราจะได้ขึ้นสวรรค์ (Paraíso) ใช่หรือไม่ หากได้ขึ้นสวรรค์ ไยต้องห่วงใยในชีวิต ซึ่งแสดงให้เห็นว่าศรัทธาของชาวบ้านหนักแน่นและมั่นคงยิ่งกว่าบาทหลวงเองเสียอีก พวกเขาไม่ใคร่จะตั้งข้อสงสัยต่อพระเจ้าเลย ผิดกับโรดริเกซที่ตัดพ้อต่อพระเจ้าบ่อย ๆ ว่าเหตุใดพระองค์จึงนิ่งเฉย เหตุใดพระองค์จึงเงียบงัน ความพยายามสื่อสารกับพระเจ้าของโรดริเกซดำเนินไปเพียงเพื่อจะพบว่า แท้จริงแล้วเขากำลังวิงวอนต่อมายาคติที่เขาสร้างขึ้นมาเองต่างหาก

silence-martin-scorsese-andrew-garfield-adam-driver-liam-neeson-1-22-at-10.34.40-PM

ครั้งหนึ่งเขาหยุดดื่มน้ำ ใบหน้าของเขาที่สะท้อนบนผิวน้ำได้แปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าของพระเยซู แล้วเขาก็หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง โรดริเกซกำลังเทียบสถานะของตนกับพระเยซูที่ตกอยู่ในภาวะความเป็นความตายเหมือนกัน เพียงแต่โรดริเกซไม่มีความกล้าพอที่จะสละชีวิตเพื่อรักษาความเชื่อเหมือนอย่างพระเยซูเท่านั้นเอง ระหว่างที่ดูอยู่ ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่าจะเลือกสิ่งใดหากตกอยู่ในสถานะเดียวกัน แต่แล้วก็ตอบไม่ได้ การสละชีวิตเพื่อรักษาความเชื่อดูจะเป็นอุดมคติ เป็นสิ่งที่น่ายกย่อง มรณสักขีหลายคนได้รับการยกย่องให้เป็นนักบุญด้วยซ้ำ แต่ผิดด้วยหรือที่เราเลือกที่จะรักษาชีวิตเพราะยังมีสิ่งที่เราทำได้อยู่?

 

การสื่อสารของจิตวิญญาณในความเงียบ

“I pray but I am lost. Am I just praying to silence?”
Sebastião Rodrigues

ที่นางาซากิ โรดริเกซได้รับการทดสอบจิตใจมากมายขณะที่อยู่ในการจับกุมของรัฐบาลญี่ปุ่น ความตายของชาวบ้านผู้ไม่ยอมเหยียบแผ่นภาพส่งแรงกระเพื่อมต่อจิตใจของเขามหาศาล ทั้งความกังขาและความสิ้นหวังในพระเจ้าก็ส่งเสียงอึกทึกในความคิดจนเขาไม่อาจมองเห็นอะไรได้ชัด ในช่วงนี้เองที่โรดริเกซวิงวอนและขอกำลังใจจากพระเจ้าอย่างหนัก แต่ก็ไม่ได้ยินกระแสสำเนียงใด ๆ ของพระองค์นอกจากเสียงของตนเอง และในห้วงยามที่เขาได้รับการบีบคั้นให้ต้องเลือกระหว่างการเหยียบแผ่นภาพ กับการปล่อยให้มีคนตายต่อหน้าต่อตาเพราะตนเองเป็นเหตุ โรดริเกซก็เลิกคิด จะด้วยอับจนหรือสิ้นหวังสุดขีดก็ตามที ทันใดนั้นเสียงของพระเยซูก็ผุดผาดขึ้นมาในหัว ท่ามกลางความเงียบสงัดของชั่วขณะจิตที่เกือบจะหยุดนิ่งว่า

“I suffered beside you. I was never silent.”

เป็นที่น่าสนใจว่าเสียงของพระเยซูในฉากนี่ คือพระดำรัสของพระองค์จริง ๆ หรือเป็นเพียงการสะกดจิตตัวเองของโรดริเกซ แต่ในหนังเรื่อง “The Last Temptation of Christ” มาร์ติน สกอร์เซซี ก็ใช้ลูกเล่นแบบเดียวกันนี้ (พระเยซูได้ยินเสียงพระเจ้า) ดังนั้นผมจะอนุมานว่ามันเป็นเสียงของพระเยซูจริง ๆ ก็แล้วกัน ส่วนตัวแล้วคิดว่าการใส่ปาฏิหาริย์แบบนี้เข้ามาทำให้ฉากนี้ดูประดักประเดิดและเหนือจริงไปสักหน่อย

 

มนุษย์อาจถูกทำลายได้ แต่พ่ายแพ้ไม่ได้
ในองก์สุดท้าย เราจะเห็นว่าโรดริเกซดูเหมือนจะพ่ายแพ้ต่ออำนาจของรัฐอย่างสมบูรณ์แบบโดยการยอมเหยียบแผ่นภาพเช่นเดียวกับบาทหลวงเฟอร์เรร่าผู้เป็นอาจารย์ การกระทำดังกล่าวเป็นไปเพื่อรักษาชีวิตของเพื่อนร่วมศาสนาที่ถูกทรมานให้เห็นต่อหน้า แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้เขาต้องสละความเชื่อส่วนตนด้วย เพื่อที่จะรักษาสิ่งหนึ่ง บางครั้งการเสียสละอีกสิ่งหนึ่งก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ รัฐบาลได้จัดแจงให้เขาเป็นคนญี่ปุ่นเต็มตัวโดยการเปลี่ยนชื่อและหาครอบครัวให้ และเช่นเดียวกับเฟอร์เรร่า เขาได้ถูกลดบทบาทลงเป็นคนตรวจสอบสินค้าที่ชาวฮอลันดานำเข้ามาเพื่อตรวจหาวัตถุหรือสัญลักษณ์ทางศาสนาคริสต์ที่อาจถูกอำพรางปะปนมาด้วย หากเรื่องราวจบที่ตรงนี้ เราคงจะเชื่อว่าทั้งคู่เลิกศรัทธาในพระเจ้าเรียบร้อยแล้ว แต่บทสนทนาระหว่างทั้งสองก็บอกให้เรารับรู้เป็นนัยว่า พวกเขาคงยังเป็นวัชพืช (สิ่งไม่พึงปรารถนา) ที่เจ้าของที่ดิน (รัฐบาลญี่ปุ่น) ตายใจว่าถูกกำจัดไปแล้ว

วิธีของทางการไม่ต่างอะไรกับการกำจัดวัชพืชด้วยการนำก้อนหินมาทับด้วยความหวังว่าก้อนหินจะบดบังแสงแดดจนวัชพืชเติบโตอีกไม่ได้ หารู้ไม่ว่านอกจากวัชพืชจะไม่ตายแล้ว ยังสามารถซอกซอนขึ้นตามรอยต่อของก้อนหินได้ด้วย ภาพลักษณ์ภายนอกของโรดริเกซจึงเป็นดั่งซากวัชพืชที่แห้งตาย แต่ศรัทธาในใจของเขายังคงได้รับการรินรดให้มีชีวิตอยู่ได้ในพื้นที่ที่คับแคบของตน

แน่นอน เขายังคงสื่อสารกับพระเจ้าในความเงียบงันเช่นเดิม…

สรุป: ควรดูด้วยประการทั้งปวง ด้วยความที่ผกก. ใช้เวลาเล่าเรื่องอย่างคุ้มค่า ค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้คนดูซึมซับบรรยากาศของหนังอย่างเต็มอิ่ม หนังจึงมีความยาวถึง 160 นาที (2 ชั่วโมง 40 นาที) แต่ก็น่าแปลกใจที่เราไม่รู้สึกเบื่อแต่อย่างใด หนังสะกดเราไว้อยู่หมัดจนถึงวินาทีที่เครดิตนักแสดงปรากฏขึ้น การแสดงของแอนดรู การ์ฟิลด์ทำให้เราประทับใจพอ ๆ กับบทบาทของเขาใน Hacksaw Ridge แต่มันก็ไม่ได้เกินความคาดหมายของเราเลย บางขณะเราคิดด้วยซ้ำว่าหากได้นักแสดงที่มีฝีมือลายคราม หนังน่าจะไปได้ไกลกว่านี้

 

*คะแนนความชอบ: 8.5/10

รีวิวโดย: Mr.Blue

 


*เว็บไซต์อ้างอิง

http://www.manager.co.th/Japan/ViewNews.aspx?NewsID=9590000125774

https://en.wikipedia.org/wiki/Silence_(2016_film)

http://www.imdb.com/title/tt0490215/quotes

 

Advertisements